วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คนดีแท้ควรต่อต้านคนชั่วด้วยเมตตา(5)

คนดีแท้ควรต่อต้านคนชั่วด้วยเมตตา อยากช่วยให้คนชั่วหยุดบาปแล้วหันมาทำดีแทน จะได้ลดเหตุแห่งทุกข์เพิ่มเหตุแห่งสุขต่อตนเองและผู้อื่น ด้วยการช่วยกันใช้มาตรการต่างๆทางสังคมทางกฎหมายและให้ปัญญาทางธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมกับเขาว่า ที่เขาต้องสะสมความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่มากขึ้นๆอย่างนั้น และจะมีสิ่งเลวร้ายอย่างอื่นตามมาอีก ก็เพราะการทำความชั่วต่อเนื่องของเขา เขาควรจะหยุดชั่วเถิด แล้วพากเพียรทำดี ทุกข์จะได้น้อยลง เพราะชั่วที่เขาทำมาแล้วนั้นก็จะส่งผลทุกข์ทรมานแสนสาหัสอีกหลายชาติแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าทำดีมากเท่าไหร่ก็จะทำให้ทุกข์ลดน้องลงและเกิดสุขได้มากเท่านั้นๆ
 การเพิ่มอธิศีลเป็นทางที่เร่งชัยชนะได้เร็วที่สุด ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดด่าว่า กล่าวร้ายพระอาริยะ จะฉิบหาย ๑ ใน ๑๑ อย่างนี้ ๑. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ(ไม่ได้ความผาสุกที่แท้จริง) ๒. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว(เสื่อมจากความผาสุกที่ได้แล้ว) ๓. สัทธรรม (ธรรมที่ดีแท้) ย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๔. เข้าใจผิดว่าได้บรรลุสัทธรรม         ๕. ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ (การหยุดชั่วและทำดีอย่างมีสุขเป็นธรรมอันประเสริฐ) ๖. มีความผิดเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๗. เลิกปฏิบัติธรรมเวียนกลับมาเลวต่ำช้า ๘. เป็นโรคร้ายแรงหนัก ๙. เป็นบ้ามีจิตฟุ้งซ่าน ๑๐. ตามด้วยความหลงผิด ๑๑. ย่อมเข้าถึงอบาย (ความฉิบหายพินาศ)  ทุคติ (ไปชั่วไปทุกข์)  วินิบาต (ตกต่ำทรมาน)  นรก (เดือดร้อนกายใจ)” (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ พยสนสูตรข้อ ๘๘ และ ๒๑๓)
จะเห็นได้ว่า การเพิ่มอธิศีลเป็นการเพิ่มความบริสุทธิ์ เพิ่มความเป็นอาริยะ ในตัวเราได้มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ผู้มุ่งร้ายทุกข์ทรมานพินาศได้เร็วที่สุดและกลับใจได้เร็วที่สุด เท่านั้นๆ (ดีกว่าการได้รับทุกข์ทรมานพินาศช้า และไม่กลับใจ เพราะเขาจะทำเหตุแห่งทุกข์ทรมานต่อตนเองและผู้อื่นอีกยาวนาน) พลังแห่งความเลวร้ายของคนที่มุ่งร้ายจะส่งกลับเป็นทวีคูณ  อย่างเช่นพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์แท้ นางกิญจมานวิกาได้กล่าวหาพระพุทธเจ้าด้วยคำที่ไม่จริง ว่าทำให้เธอตั้งครรภ์ ต่อมาอีกไม่นานด้วยวิบากกรรมนั้นทำให้เธอถูกแผ่นดินสูบ อีกกรณีคือเทวทัตทำไม่ดีกับพระพุทธเจ้าและคนอื่นๆ วิบากบาปทำให้ถูกแผ่นดินสูบ แล้วกลับใจเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าด้วยความสำนึกนั้นจะทำให้เทวทัตได้บำเพ็ญเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในภายภาคหน้าหลังจากใช้กรรมในนรกทุกข์ทรมานแสนสาหัสชั่วกัปชั่วกัลป์  ตัวสำนึกนี้ทำให้เขาเดินทางสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ถ้าไม่มีตัวสำนึกนี้เขาจะไม่มีวันหลุดพ้นจากทุกข์เลยและตกนรกตลอดกาล
พระไตรปิฎก เล่ม ๒๑ ปาณาติปาตสูตร ข้อ ๘๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรก(ชีวิตผู้นั้นได้รับเดือดร้อนทุกข์ทรมานทั้งในชาตินี้และชาติอื่นๆสืบไป)เหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก(ชีวิตผู้นั้นได้รับเดือดร้อนทุกข์ทรมานทั้งในชาตินี้และชาติอื่นๆสืบไป) เหมือนถูกนำมาโยนลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์(ชีวิตผู้นั้นได้รับประโยชน์ความผาสุกทั้งในชาตินี้และชาติอื่นๆสืบไป)เหมือนถูกเชิญมา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ จากการลักทรัพย์ ๑จากการประพฤติผิดในกาม ๑ จากการพูดเท็จ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์(ชีวิตผู้นั้นได้รับประโยชน์ความผาสุกทั้งในชาตินี้และชาติอื่นๆสืบไป)เหมือนถูกเชิญมา ฯ
ดังนั้น ถ้าต้องการจบสิ่งเลวร้ายให้เร็วก็ให้เพิ่มอธิศีลให้มาก และมารวมกัน เช่น ปฏิบัติศีลห้าลดละอบายมุขเป็นพื้นฐาน ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมยฉ้อโกง ไม่ประพฤติผิดในกามไม่ล่วงละเมิดผัวเขาเมียใครลูกใคร ไม่พูดโกหก ลดละเลิกคำหยาบ(คำที่เพิ่มหรือส่งเสริมให้เกิดความโลภโกรธหลง) ส่อเสียด(ยุยงให้ทะเลาะทำร้ายกัน) เพ้อเจ้อ(ไร้สาระไม่เกิดประโยชน์) ไม่ดื่มสุราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สุราแปลว่าเมา ศีลข้อห้านั้นสุรานอกจากจะหมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วยังหมายรวมถึงการมัวเมาในอบายมุข ๖ ด้วย ดังนั้น การปฏิบัติศีลข้อห้าให้สมบูรณ์ คือ การลดละเลิกอบายมุข ๖ ได้แก่ ๑. คบคนชั่วเป็นมิตร ๒. การพนันเสี่ยงทาย ๓. การเที่ยวเล่น ๔. การเที่ยวกลางคืน ๕. เกียจคร้านในการงานที่ดีงาม ๖. ความมัวเมาเสพติดในสิ่งที่เป็นพิษต่อชีวิตรวมถึงสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นของชีวิตทุกมิติทั้งของกินของใช้และการกระทำต่างๆ ตัวอย่างการปฏิบัติลดละเลิกความมัวเมา เช่น ฝึกลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมาก พลู บุหรี่ ยาบ้า ยาอี ยาไอซ์ เครื่องดื่มคาเฟอีน น้ำอัดลม ฯลฯ ฝึกลดมื้ออาหารที่เกินความจำเป็น เช่น จากคนที่เคยกินวันละ ๕ มื้อ ก็ลดลงมาเหลือ ๔, ๓, ๒ และ๑ มื้อ เป็นลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กินวันละ ๑ มื้อดีที่สุดพอดีที่สุด(ผู้ที่ไม่เคยฝึกอาจทำยากหน่อยครับ ก็ลดละเท่าที่ทำได้โดยไม่ยากไม่ลำบากเกินไปก็แล้วกันครับ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การปฏิบัติสายกลางตามฐานจิตของแต่ละคนคือที่ไม่ให้ตึงหรือหย่อนเกินไปให้ตั้งตนอยู่บนความลำบากคือฝืนบ้างแต่อย่าให้ทรมานตึงเครียดเกินไป จนถึงที่สุดก็จะทำสิ่งดีนั้นได้อย่างสบายโดยไม่ยากไม่ลำบาก) เคยกินจุบจิ๊บไม่เป็นมื้อก็ลดลง ฝึกกินเป็นมื้อเป็นคราว ลดละการกินเนื้อสัตว์เท่าที่ทำได้ ลดความโลภโกรธหลงเท่าที่จะทำได้ด้วยการเกื้อกูลแบ่งปันแรงกายความรู้ทรัพย์สินอุปกรณ์ข้าวของเท่าที่พอจะทำได้โดยไม่ลำบากตนเองและผู้อื่นเกินไป

รวมถึงเมื่อประสบเหตุการณ์ที่คู่ต่อสู้ดื้อด้านหรือทำสิ่งเลวร้ายใส่เรา เราก็ฝึกลดละความโกรธ โดยการใช้ปัญญาว่าสัจจะแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้พบว่า ไม่มีอะไรที่ใครได้รับโดยไม่ได้ทำมาไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ทำในชาตินี้ก็ชาติก่อนๆ ดังนั้นไม่มีสิ่งเลวร้ายใดที่เราหรือใครๆได้รับโดยที่เราหรือผู้นั้นไม่เคยทำมา ผู้นั้นเคยทำมาทั้งนั้นไม่ชาตินี้ก็ชาติก่อนๆ เมื่อรับแล้วสิ่งเลวร้ายนั้นก็หมดไปกว่าที่ได้รับเพราะมีดีที่พากเพียรทำอยู่มาช่วยลดไว้ ส่วนผู้ที่ทำไม่ดีกับใครๆ ณ ปัจจุบันนั้นก็จะต้องรับวิบากกรรมนั้นสืบต่อไป รวมทั้งผู้คนทุกคนทุกฝ่ายที่มีหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน ถ้าทำดีก็เป็นวิบากดีของเขา ถ้าทำชั่วรวมถึงไม่ทำหน้าที่ที่ควรทำก็เป็นวิบากชั่วของเขา ต้องรอรับผลดีหรือร้ายนั้นสืบต่อไป เช่น ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ ข้อ ๓๙๒ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อดีตชาติพระพุทธเจ้าเคยใส่ร้ายพระอรหันต์นันทะ พระอรหันต์นันทะไม่โกรธไม่ได้ใส่ร้ายคืน วิบากบาปนั้นทำให้พระพุทธเจ้าในอดีตชาติต้องทรมานหลายหมื่นปี จนปางที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าวิบากบาปส่วนที่ยังเหลืออยู่นั้น ไม่สามารถดลให้พระอรหันต์นันทะมาใส่ร้ายคืนได้วิบากบาปนั้นจึงไปดลให้นางจิญจมานวิกามาใส่ร้ายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็หมดวิบากกรรมนั้นจึงมีเหตุให้เรื่องเปิดเผยให้คนรู้ความจริง แต่ด้วยนางจิญจมานวิกาทำชั่วด้วยเจตนาสั่งสมเป็นวิบากบาปของนางดลให้แผ่นดินสูบนางในเวลาต่อมา ดังนั้น ผู้ที่ทำไม่ดีกับใครๆ ก็สั่งสมเป็นวิบากบาปของผู้นั้นก็จะรอรับผลร้ายในชาตินี้หรือชาติอื่นๆสืบไป ถ้าผู้ถูกกระทำในสิ่งที่ไม่ดีนั้น ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง เมื่อวิบากบาปส่งผลผู้ที่ทำความรุนแรงเขาจะทุกข์ทรมานและพ่ายแพ้ไปฝ่ายเดียว ส่วนคนถูกกระทำในสิ่งที่ไม่ดี ถ้าไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ก็จะหมดวิบากร้ายไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะได้รับชัยชนะและความผาสุกอย่างยั่งยืน แต่ถ้าเราตอบโต้ด้วยความรุนแรง เราก็จะเพิ่มวิบากใหม่ของเราอีก อันจะนำความทุกข์ความพ่ายแพ้มาสู่เราและผองชนอีก ผู้มีปัญญาแท้จึงต่อสู้โดยใช้สันติ อหิงสา อโหสิ ติในสิ่งที่ควรติ ชมในสิ่งที่ควรชม ใช้มาตรการทางกฎหมายทางสังคมและกฏแห่งกรรมควบคู่ไปด้วย โดยกระทำด้วยปัญญา เมตตา อุเบกขา ให้ผองชนได้รับประโยชน์สุขสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้คู่ต่อสู้ให้เห็นผลเสียของการทำไม่ดีเพื่อกลับใจเป็นคนดีในชาตินี้หรือชาติอื่นๆสืบไปไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่งเขาจะเป็นคนดี (เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม) เป็นการต่อสู้ที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด ปราบสิ่งเลวร้ายได้สูงสุด 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น